2007/Jul/19

ศ พ ที่ 1 3
บันทึกดังต่อไปนี้ ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

เรื่องราวที่ถูกบันทึกในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ถูกปิดเงียบโดยเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่
ไม่สามารถปิดคดีนี้ได้ มันได้เริ่มบันทึกเมื่อวันที่ 13/01/95(2538) มันป็นเรื่องราวของฆาตกร 13 ศพ ถูก
บันทึกโดยฆาตกรเป็นผู้บอกกล่าว

"เขา เป็นคนทำ เป็นคนลงมือ ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ แต่เมื่อดูในแววตาที่เฉยชาของเขาแล้ว รู้สึกได้ว่า
เขาพอใจในการกระทำ"
"ทุกๆ ศพที่เขาฆ่า เขาบอกกับผม ถึงความรู้สึก และบรรยากาศ"
"แต่ศพสุดท้าย เขาไม่ได้บอก"

"ศพที่ 1" ใช่ มันเป็นการพลั้งมือ เพราะเขาไม่ได้เป็นฆาตกรโดยกำเนิด แต่ดูเหมือนเขากำลังเรียนรู้อยู่ อารมณ์
อันโมโหร้ายของเขา ทำให้พี่สาวของเขาตาย มีดปลายแหลมที่คมกริบ แทงเพียงครั้งเดียว เข้าทรวงอก เหตุจาก
ความไม่ลงรอยกันขั้นรุนแรง เขาเสียใจที่ทำ แต่ดูเหมือน เขาจะค้นพบอะไรบางอย่างในจิตใต้สำนึก แต่มันก็เป็นเพียง
ศพแรกของเขา และเป็นพี่สาวของตนเอง จึงทำให้เขารู้สึกผิด แต่เขาก็ได้นำศพไปฝัง โดยที่ไม่มีใครรู้

"ศพที่ 2" เป็นศพที่เขาตั้งใจฆ่า มันเป็นความริษยาของตัวเอง รายนี้เป็นเพื่อนของเขาเอง ดูจากภายนอกทุกคนจะ
คอดว่าเป้นเพื่อนที่สนิทกัน แม้แต่ผมก็คิดเช่นนั้น แต่ในใจของเขามีแต่ความอิจฉาริษยา เพราะเพื่อนคนนี้ เหนือกว่า
เขาทุกๆด้าน แต่เขาก็เสแสร้งทำดีกับเพื่อน เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะมอบความเจ็บปวดและความตายให้กับเพื่อน
คนนี้ มีดเล่มเดิม เขาใช้มันอีกครั้ง กับเพื่อนของเขา เขาแทงอย่างเมามัน เหมือนกับว่านั่นคือศัตรู แต่จริงๆคือเพื่อน
ที่ไม่เคยทำร้ายเขาเลย

"ศพที่ 3 " มันเป็นการตอกย้ำในความรู้สึกที่อยากจะฆ่า มันเริ่มฝังรากลึกลงในจิตใจแห่งฆาตกร
หลังจากที่นำศพของเพื่อนเขาไปฝัง เพื่ออำพรางคดี เขาได้ไปหาแฟนสาวของเพื่อนที่เขาเพิ่งฆ่าไปซึ่งผู้หญิงคนนี้
เป้นคนที่เขาเคยชอบ เขาต้องการมอบความรักอย่างเจ็บปวดให้กับเธอ เขาชวนเธอไปเที่ยวตามประสาเพื่อน โดยที่
เธอยังไม่รู้ว่าคนรักของเธอตายไปแล้วด้วยน้ำมือของเขา หลังจากที่เขามอมยาเธอ เธอก็หมดสติไป แต่เมื่อเธอฟื้น
ขึ้นมา ก็พบว่ากำลังถูกมัดแขนขาอยู่กับเตียงในห้องแห่งหนึ่ง และร่างกายของเธอก็เปลือยเปล่า เธอเห็นเขายืนอยู่ที่
ปลายเตียง แล้วเขาก็พูดว่า "สวัสดี" หลังจากนั้นเขาก็เล่าให้เธอฟังถึงคนรักของเธอว่าตายอย่างไร แล้วเขาก็ให้ยา
หลอนประสาทเธอกิน เขาใช้มีดเล่มเดิม กรีดเบาๆ ตั้งแต่หน้าอกลงมา เลือดไหลซิบๆ แต่ด้วยฤทธิ์ยาเธอเซื่องซึม
ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ทันใดนั้น เสีบงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้น เมื่อเขากดมีดลงไปแล้วกรีดลงมา เธอตาย แล้วเขาก็
นำศพไปฝังกับคนรักของเธอ "รักกันนานๆนะ" แล้วเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข เขาเริ่มบ้าต่อควาามตาย เริ่มหาเหยื่อ
เหมือนกับว่าเป็นสัตว์ร้ายออกล่าเหยื่อ เขาอยากทำอีก เขาพยายามหาเหยื่อที่ไม่รู้จักบ้าง เพราะอยากจะรู้ว่าตัวเองจะ
รู้สึกอย่างไร กับการฆ่าคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และแล้วเขาก็ได้พบจริงๆ ทันทีที่เห็นเขารู้สึกได้เลยว่าพวกมันต้องตาย
ชายหญิงสองคู่ได้มาเที่ยวกลางป่าบริเวณที่เขากบดานอยู่ เขาเห้นภาพอันอุจาดตา ที่ชายหญิงสองคู่นั้นกำลังปฏิบัติ
กันอยู่กลางป่า และในคืนนั้น ชายหญิงกลุ่มนั้นได้หลับสนิทด้วยความเพลีย เขาเดินดูรอบๆ ที่ๆชายหญิงกลุ่มนั้นนอน
อยู่ เขามองอยู่นานเพราะใจจริงอยากฆ่าตอนที่ยังตื่นอยู่มากกว่า แต่เหยื่อมีถึงสี่คน ฉะนั้นเขาจึงต้องลงมือตอนหลับ
ขวานด้ามใหญ่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก เขาสับขวานลงไปที่ชายคนแรกหัวหลุดอย่างเงียบๆ อีกสามคน ไม่มีใครรู้สึกตัว
และการสับครั้งที่สอง ทำให้หัวของชายคนที่สองหลุด แล้วก็ตามด้วยหญิงคนที่สาม หัวหลุดเช่นกัน ตอนนี้เหลื่อแต่
หญิงคนสุดท้าย เขายังไม่ฆ่า ปล่อยให้นอนกับเพื่อนสามคนที่ไม่มีหัวจนถึงเช้า เสียงกรีดร้องดังขึ้นมันบ่งบอกว่า
เช้าแล้ว เขาจึงไปหาเธอ หญิงคนนั้นกำลังตดใจสุดขีด แล้วเขาก็ปลอบขวัญเธอด้วยขวาน เขาเฉาะที่หน้าอกของเธอ
แล้วก็สับลงที่คอ หัวหลุด เพื่อไม่ให้เป็นการน้อยหน้าเพื่อนทั้งสาม และนั่นก็คือ "ศพที่ 4" "ศพที่ 5" "ศพที่ 6"
และ "ศพที่ 7" ของเขา

เขาบอกผมว่า นั่นเป็นการฆ่าคนที่เขาไม่รู้จักครั้งแรก ความรู้สึกก็ธรรมดา คิดว่าฆ่าคนที่รู้จักก็
รูสึกดีกว่า แต่เขาก็อยากจะลองดูอีกสักครั้ง เขาจึงกลับเข้าไปในเมืองเพื่อหาเหยื่อที่น่าจะตายในขณะเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ก็ได้รับแจ้งเหตุจากญาติของหนุ่มสาวทั้งสองคู่ จนเจ้าหน้าที่ติดตามหาหนุ่มสาวทั้งสี่พบ ซึ่งอยู่ในสภาพที่น่า
สะอิดสะเอียน เจ้าหน้าที่ปิดข่าวเงียบ แต่ก็ได้ติดตามตัวคนร้าย หลังจากที่เขาเข้ามาในเมืองแล้ว เขาได้ไปในบาร์
แห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและหญิงบริการ ได็เห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างท้วมท่าทางเป็นคนรวยลักษณะอวดเบ่ง
กำลังพาหญิงบริการรคนหนึ่งออกไป คงจะพากันไปเสพสมกันแน่ เขาจึงได้ติดตามไปจนพบบ้านหลังใหญ่
คงเป็นบ้านของผู้ชายคนนั้น สงสัยเมียคงไม่อยู่เลยกล้าพาหญิงอื่นเข้าบ้าน เขาได้แอบปีนรั้วเข้าไป และก็ปีนขึ้นไป
ตรงหน้าต่างที่มีแสงไฟสว่าง เขาแอบอยู่ที่หน้าต่างสักพักเมื่อทั้งสองปฏิบัติกามกันเสร็จก็หลับไป เขาจึงเข้าไปในห้อง
แล้วก็ใช้มีดเสียบลงตรงหน้าอกของชายผู้นั้น เสียร้องดังลั่น ผู้หญิงจึงตื่นขึ้น แต่ก็ถูกเาจัดการมัดมือเท้าและปิด
ปาก แล้วเขาก็ทำการคว้านเครื่องในของชายผู้นั้นต่อหน้าเธอ เขานำลำไส้เล็กมาคล้องคอเธอ เธอคงช็อคมาก สายตา
ของเธอพยายามอ้อนวอนขอร้องว่าอย่าทำเธอเลย เมื่อมีความสุขได้ที่แล้ว เขาก็นำมีดเสีบเข้าไปในช่องคลอด
ของเธอ แล้วดึงออกมาพร้มกับสายเลือดที่แดงสด เธอเจ็บมากแต่ไม่สามารถร้องได้ เขาก็นั่งดูเธอ ดูสายเลือดที่ไหล
ออกมาเรื่อยๆจนตัวเธอซีด เธอตาย คืนนั้นเป็น"ศพที่ 8" และ"ศพที่ 9" ของเขา

ทางด้านเจ้าหน้าทที่ๆกำลังติดตาม
คดีอยู่ก็ได้ผูกเรื่องศพทั้งสี่ในป่า กับสองศพในบ้านเข้าด้วยกัน คิดว่าต้องเป็นฆาตกรคนเดียวกันแน่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
ได้แกะรอยจนรู้ว่า ฆาตกรคือใคร เพราะได้ผูกเรื่องก่อนหน้านี้ทั้งพี่สาวของฆาตกรและเพื่นของเขาที่หายตัวไป ซึ่ง
จริงๆ ได้ถูกฆ่าและฝังไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงหาศพไม่พบ เขาเริ่มที่จะรู้ตัวแล้วว่าถูกเจ้าหน้าที่ผู้นั้นติดตามอยู่ เขาจึงไม่
รีรอที่จะกระทำการฆ่า ผมคิดว่าาเขามีพสวรรค์ในการฆ่าคนมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่เก่งๆ ยังต้องเป็น"ศพที่ 10"
ของเขาเลย ในบ้านของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น ซึ่งยังไม่ทันจะชักปืนออกมา ก็ถูกเขาเสียบเข้าที่หลังตั้งสิบแผล แล้วเขาก็
จัดการแยกชิ้นส่วนแขน ขา ออกจากกัน เพื่อให้คนอื่นๆรู้ว่า อย่ามายุ่งกับเขา และเช้าวันรุ่ขึ้น หนังสือพิมพ์ก็พาด
หัวข่าวเรื่องเจ้าหน้าที่ตายอย่างสุดโหด เขาไม่พอใจที่เป็นข่าวขึ้นมา ถึงแม้หนังสือพิมพ์จะไม่รู้เรื่องมากนัก แต่ก็
ต้องทำให้เขาระวังตัวมากขึ้น เมื่อได้รู้ว่าใครคือนักข่าวที่ออกข่าวนั้น เขาจึงเริ่มติดตามนักขาวผู้นั้น นักข่าวผู้นั้นเป็น
ผู้หญิง เป็นม่ายมีลูกติด เป็นลูกผู้หญิง และแน่นอน เขาย่องเข้าไปในบ้านของนักข่าวสาวผู้นั้น เห็นเธอกำลังอาบน้ำอยู่
เขาจึงเดินเข้าไปแล้วพูดว่า"เธอใช่ไหมที่กำลังแกะรอยข่าวฆาตกรรมของฉันอยู่" เธอตกใมาก"แกเป็นใคร ต้องการ
อะไร" เธอถามกลับ เขาจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำพร้อมมีดคู่กายเล่มเดิม ทันใดนั้น เธอขว้างขวดน้ำหอมเข้าที่หัวของเขา
เลือดไหลป็นทาง เขาล้มลง นักข่าวสาวก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องน้ำแต่ก็ไม่ทัน เขาวิ่งตามเธลงไปที่ชั้นล่าง และเขาก็
ผลักเธอไปติดกำแพง เขาบีบคอเธอ มืออีกข้างก็ถือมีดอยู่ เขาค่อยๆเสียบมีดเข้าไปที่หน้าทองของเธอ เลือดเธอกก
ปาก เธอคือ"ศพที่ 11"

ทันใดนั้น ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินลงมาเห็นสภาพแม่ของตัวเองนอนจมกองเลือดอยู่ เด็ก
คนนั้นไม่ร้องส่งเสียง แต่กลับวิ่งขึ้นไปข้างบน เขาทำอะไรไม่ถูก สับสน เพราะเขาไม่เคยฆ่าเด็กเลย เขาไม่อยากฆ่าเด็ก
เขาเดินวนไปวนมาอยู่นาน แต่เขาต้องทำเพราะเด็กเห็นเขาแล้ว เขาเดินขึ้นไปข้างบนพร้อมมีด เห็นเด็กน้อยนั่งขดตัว
อยู่มุมห้อง เขาเดินเข้าไปหาเด็ก เขายิ่งไม่อยากทำมากขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นน้ำตาของเด็กน้อย มือของเขาสั่น ผม
ไม่อยากเชื่อเลยว่าฆาตกรใจโหดเหี้ยมเช่นเขา จะต้องพ่ายแพ้แก่เด็กหญิงตัวน้อยๆอย่างนั้นหรือ "เปล่า" มันไม่เป็น
เช่นนั้น เขาเชือดคอเด็กน้อยตายทั้งน้ำตาเป็น"ศพที่ 12" หลังจากที่เขาฆ่าเด็ก เขาเก็บตัวเงียบไม่ฆ่าใครอีกเลย แล้ว
วันหนึ่งเขาก็มาหาผม ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเขาคือฆาตกร แต่รู้ข่าวที่มีการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม แต่ไม่รู้ว่าเป็นเขา
จนเขาเองนั่นแหละเป็นคนบอกกับผมว่าเขาคือฆาตกร "ทุกๆศพที่เขาฆ่า เขาบอกกับผม ถึงความรู้สึก และบรรยากาศ"
เขาพอใจที่ได้ทำลงไป แต่เมื่อเล่ามาถึงเด็กน้อย เขากลับมีน้ำตา เขาบอกว่ายังจำใบหน้าของเด็กน้อยที่นองไปด้วย
น้ำตาได้อยู่ตลอดเวลา แล้วเขาก็กลับไป หลังจากนั้นสามวันผมก็ไปหาเขาที่ห้องพัก ผมหวังว่าเขาจะไม่ฆ่าใครอีก แต่
มันไม่เป็นเช่นนั้น เขาฆ่าคนอีกแล้ว แต่ศพนี้มันเป็นศพสุดท้ายของเขา และเขาจะไม่สามารถฆ่าใครได้อีกแล้ว เพราะศพ
นั้นคือตัวของเขาเอง เขาเชือดคอตัวเอง เลือดหยดสุดท้ายที่ไหลจากตัวเขา นองลงสู่พื้นดินซึมไปกับความเจ็บปวด
ของเขา ในมืออีกข้างถือรูปลูกสาวของเขาอยู่ ผมเดาว่าเด็กน้อยที่เขาฆ่า อาจมีหน้าตาเหมือนกับลูกสาวของเขาที่
ตายไปนานแล้ว เขาคงเสียใจมาก จึงตัดสินใจทำให้ตัวเองเป็น" ศ พ ที่ 1 3 "


edit @ 2007/07/19 21:50:33
edit @ 2007/07/19 21:52:37
edit @ 2007/07/19 21:55:24

2007/May/30

อาถรรพ์ เลข 11

- New York City มีตัวหนังสืออยู่ 11 ตัว
- Afghanistan มีตัวหนังสืออยู่ 11 ตัว
- Ramsin Yuseb (ผู้ก่อการร้ายที่ขู่ว่าจะทำลาย เวิอร์ดเทรด เซ็นเตอร์ในปี 1993) มีตัวหนังสืออยู่ 11 ตัว
- George W Bush มีตัวหนังสืออยู่ 11 ตัว
- ตึกทั้งสองของทวินทาวเวอร์ เป็นรูป 11

ความบังเอิญพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เรามาลองดูกันต่อ

- New York เป็นรัฐที่ 11 ของอเมริกา
- เครื่องบินลำแรก ที่ชน ทวินทาวเวอ์ร คือ เครื่องไฟล์ท เบอร์ 11
- เครื่องไฟล์ท 11 มีผู้โดยสารอยู่ 92 คน ถ้านำมา เขียน เป็น 9+2 = 11
- เครื่องไฟล์ท 77 ที่ชน ทวินทาวเวอร์ มีผู้โดยสารอยู่ 65 คน ถ้านำมาเขียน เป็น 6+5 = 11
- เหตุการณ์ เกิดขึ้น เดือนกันยายน วันที่ 11 หรือนั่นก็คือ 9/11 หรือที่รู้จักกันว่า 911 นี่ก็มี เลข 11 รวมอยู่
- เบอร์โทรศัพท์ แจ้งเหตุร้าย ของอเมริกา คือ 911 นี้ก๊มีเลข 11 รวมอยู่

นี่เป็นหตุบังเอิญจริงหรือ? เรามาดูกันต่อ

- จำนวน เหยื่อรวมทั้งหมด ในเครื่องบินที่ถูกจี้ นั้น รวมกันเท่ากับ 254 ถ้านำมาเขียนเป็น 2+5+4 นี่ก็จะเท่ากับ 11
- กันยายน วันที่ 11 (09/11) เป็นวันที่ 254 ของปฏิทินของทั้งปี อีกครั้งนึง ถ้านำมาเขียนเป็น 2+5+4 นี่ก็จะเท่ากับ 11
- การระเบิดที่เกิดขึ้นใน เมือง มาเดริก เกิดวันที่ 11 เดือน มีนาคม 2004 ซี่งถ้านำมาเขียน เป็นรูปแบบ การเขียนวันที่ของอเมริกา (เดือน/วัน/ปี) จะได้ 3/11/2004 ถ้านำมาเขียนเป็น 3+1+1+2+0+0+4 ก็จะรวมกันเท่ากับ 11
- การระเบิดที่เกิดขึ้นในเมือง มาดริก เกิดขึ้นหลังจากเหตุการ ตึกทวินทาวเวอร์ 911 วัน นี้ก็ยังคงมีเลข 11 อยู่

สิ่งสุดท้ายที่จะนำมาให้พวกเราลองกันดูก็คือ

เปิด Microsoft Office Word ขึ้นมา จะเป็น เวอร์ชั่นไหนก็ได้
แล้วก็เริ้มทำตามที่เราบอกนะ

1. พิมพ์ Q33 NY (ต้องเป็นตัวใหญ่ทั้งหมดนะ) ตัวเลขนี้คือเลขไฟลท์ของเครื่องบินลำแรก ที่บินชนทวินทาวเวอร์
2. กด ctrl ค้างแล้ว กด a (จะเป็นการเลือกข้อความทั้งหมดในหน้าจอ)
3. เปลี่ยน ขนาด ของตัวอักษร เป็น 48
4. เปลี่ยน ตัวหนังสือ เป็น wingdings หรือบางเวอร์ชั่น จะใช้ wingdings1

คุณเห็นอะไรล่ะ? น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?(อันนี้หลอนมากๆงับเห็นแล้วเราขนลุกเลยอ่ะ)


edit @ 2007/05/30 23:57:14
edit @ 2007/05/31 00:08:28

2007/May/29

"ผีปอบ" มีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่มีวิชา ไสยศาสตร์ มนต์ดำจนแก่กล้า สามารถใช้อำนาจอันเข้ม ขลังจากเวทมนตร์คาถาไปกระทำร้ายหรือทำลาย ชีวิตผู้อื่นได้ เช่น ทำ เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝัง รอยเสกหนังควาย เสกตะปูเข้าท้อง หรือใช้มนตราบังคับวิญญาณ ภูตผีไปเข้าสิง วิชาไสย ศาสตร์เหล่านี้มีข้อห้าม ข้อปฏิบัติกำกับอยู่ด้วย ผู้ที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ซึ่งพระ พุทธเจ้า ทรงระบุว่า เป็นเดียรฉาน วิชา จะต้องระวังไม่ให้ละเมิด ข้อห้าม ข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด หากกระ ทำผิด ข้อห้าม ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า "คะลำ" ก็จะเกิดโทษหนักในข้อ "ผิดครู" วิญญาณบรมครู จะลงโทษ ให้กลายเป็น ปอบ หรืออีกประการหนึ่งของผู้ที่ กลายเป็นปอบก็คือ เล่น คาถาอาคม อย่างคลั่งไคล้ และใช้ความขลังแห่งวิชา มนต์ดำไปทำลาย ทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัว บาปกลัว กรรมกระทำชั่วเป็นอาจิณกรรม กระทั่งถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์ย้อนกลับมาเข้าตัวเองกลาย เป็น ปอบไปในที่สุด
....................
"ผีปอบ" ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น
................... .
"ปอบ ธรรมดา" หมายถึงคนที่มีปอบสิงอยู่ใน ร่าง (คือตนเองเป็นปอบ ) เมื่อคนประเภทนี้ตายไป ปอบที่สิงสู่อยู'ก็จะ ตายตามไปด้วย
....................
"ปอบเชื้อ" หมายถึงครอบครัวใดพ่อแม่เป็นปอบเมื่อพ่อแม่ตายไปลูก หลานก็จะสืบทอดให้ เป็นปอบต่อไป อีกประการหนึ่งเป็นกรรมพันธุ์ไม่ว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เรียกว่า เป็นปอบต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ
....................
"ปอบแลกหน้า" หมายถึง ปอบเจ้าเล่ห์ถนัดเอาความ ผิดไปโยนให้ผู้อื่น กล่าวคือเวลาไปเข้าสิงใคร เมื่อถูกสอบ ถามว่ามีผู้ใดเลี้ยงหรือบังคับ ปอบ จะไม่บอกความจริงหากไปกล่าวโทษว่าเป็นคนนั้นคนนี้โดยที่ผู้ถูกระบุชื่อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เลย
....................
ปอบกักกึก (กึก ภาษาอีสานแปลว่า "ใบ้") หมายถึงปอบที่ไม่ยอมพูดอะไรเวลามีคน ถาม จนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมอผีมาขับไล่ จึงจะยอมเปิดปากพูดว่าตนเป็นปอบของ ใครมีใครใช้ให้มา เข้าสิง ผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า "ปอบเข้า" จะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนแสดงกิริยาอาการ ดุร้ายบางคนจะนอนซมซึมคล้ายกับป่วยไข้อย่างหนัก บางคนจะ ร่ำไห้รำพันไปต่างๆ นานา แต่ไม่ว่าจะมีทีท่า อาการอย่างไร
....................
ผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงจะเรียกร้องให้ นำอาหารสุกๆ ดิบๆ พวกหมูตับไก่ต้มมากิน เหมือนๆ กับเวลา กินก็แสดงความตะกละมูม มามและกินได้จุผิดปกติเมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนป่วยถูกปอบเข้าสิง เขาก็จะไปตามหมอ ผีให้มาไล่ปอบ การไล่ปอบให้ออกจากร่างมีหลายวิธีตามแนวทางที่หมอผีได้ร่ำเรียนมา บางคนจะเอาพริกแห้ง มาเผา ให้ควันรม คนป่วยจนสำลักควันน้ำตาไหลพาก ครั้นปอบ ออกจากร่าง แล้วหมอผีจะข่มขู่สอบถามว่าผีปอบเป็นใครมาจากไหน เมื่อปอบรับสารภาพ หมอผีก็ จะปล่อยไป คนป่วยได้สติหายเป็นปกตินัยน์ตาที่แดงก่ำเนื่องจากถูกควันพริกเผา รมจะหายไปทันที แต่เจ้าของ ปอบกลับมีอาการนัยน์ตาแดงก่ำด้วยสายเลือดจนต้องหลบ หน้าอยู่แต่ในห้องไม่กลัวให้ใครพบหน้า อีกวิธีหนึ่งที่ หมอผีทั่วไปนิยมใช้ไล่ผี คือใช้หวาย เฆี่ยนไล่ปอบซึ่งก็เท่ากับเฆี่ยนคนป่วยนั่นแหละหากปอบกล้าแข็งหมอผีจะ เฆี่ยนหนักๆ กระทั่งเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงเขียวช้ำด้วยรอยหวาย เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไป ร้อยหวายก็ จะจางหายไปทันที แต่วิธีไล่ผีปอบแบบนี้เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวมาแล้ว
....................
เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกปอบเข้าสิง หากป่วยเป็นโรคประสาท ญาติคิดว่าปอบ เข้าจึงไปตามหมอผีมาไล่ หมอผีจัดการเฆี่ยนคนป่วยด้วยหวายได้รับบาดเจ็บบอบช้ำจน หลายครั้งหลายหน โดยคิดว่าปอบฮึดสู้ไม่ยอม แพ้ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิตร้อนถึงตำรวจ ต้องมาจัดการกับหมอผีและญาติตามกฎหมายและหมอผีคงคิดคุก ติดตะรางไปตามระเบียบ
....................
อีกวิธีหนึ่งหมอผีจะนำสัตว์น่าเกลียดน่ากลัวบางชนิดมาข่มขู่ให้ปอบกลัวเช่น คางคก ตุ๊กแก งู ในกรณีนี้ คนที่ ถูกปอบเข้าสิงมักจะเป็นผู้หญิงหรือตัวปอบเป็นหญิง แม้จะเป็นผีปอบ (เธอ) ก็ยังขยาดแขยงสัตว์ประเภทนี้ และ มักจะยอมออกจากร่างที่ เข้าสิงง่าย ๆ
....................
ผีปอบที่แก่กล้าเวลาเข้าสิงใครจะอกยาก กล่าวกันว่าใครที่ผีปอบประเภทนี้ เข้าสิงมักจะถูกปอบสิงจนตาย เมื่อหมอผีดำเนินการไล่ผีปอบจากร่างที่ถูกปอบสิงมี ข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ จะปรากฏเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ ผิวหนังปูดนูนขึ้นมา เวลา หมอผีจี้อ้อนกลมๆนี้ด้วยไพลเสก มันจะเลื่อนหนีได้ และเมื่อก้อนกลมๆนี้หายไปหมอ ผีที่มีวิชาอาคมยังไม่เก่งนักมักคิดว่าปอบออกไปแล้ว แต่ที่แท้จริงๆ ปอบมันจะเลื่อน หนีไปซ่อนตามซอกขาหนีบ หรืออวัยวะเพศ ทำให้หาไม่พบ
....................สำหรับหมอผีรุ่นครูจะจู่โจมเข้ามัดข้อมือ ข้อเท้าและรอบคอ ด้วยด้าย สายสิญจน์เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจาก ร่าง จากนั้นก็จะใช้ไพลเสกจี้ลงไปที่ก้อนกลมๆ ใต้ผิวหนัง เรียกว่าก้อนกลมนี้หนีไปที่ใดก็จะตามจี้ไม่ยอมปล่อย เวลาที่ถูกไพลเสกจี้ ทางอีสานเรียกว่า "แทง" ปอยจะเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส (คนที่ถูกปอบสิงจะร้องโอด ครวญดังลั่น) หมอผีจะขู่บังคับให้บอกว่าเป็นใคร ซึ่งปอบมักจะยอมสารภาพโดยดี หลังจากทรมานปอบให้หวาด กลัวเข็ดหลาบแล้ว หมอผีจึงจะแก้มัดด้วยด้ายสายสิญจน์ ปล่อยให้ปอบออกไป หมอผีบางรายมีวิธีไล่ปอบชนิดดุเดือด ให้คนเป็นปอบอับอายขายหน้าเป็นที่เปิดเผยแก่ สาธารณชนทั่วไป โดยหมอผีจะไปหาหม้อดินของแม่ม่ายที่มีเขม่าควันไฟจับหนามา แล้วเอาหม้อดินครอบศีรษะคนถูกปอบสิง ใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟ คล้ายกับโกนผมให้ หมดไปครึ่งศีรษะ จากนั้นปล่อยให้ปอบออกจากร่าง วิธีการ ไล่ปอบแบบนี้จะทำให้ผู้เป็น ปอบหรือเลี้ยงปอบไว้ต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง หรือเวลาออกนอกห้องไปไหน มาไหน ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา เนื่องจากเส้นผมแหว่งหายไปครึ่งศีรษะ

edit @ 2007/05/29 12:58:47
edit @ 2007/05/29 12:59:48